2008/Sep/23

 ช่วงที่ไปเที่ยวลาวเพื่อนที่ไปทำงานที่นั่นมักจะบ่นเรื่องสินค้าบริโภคทั้งหลาย เช่น น้ำตาล น้ำมัน ที่นำเข้าจากเมืองไทยนั้นแพงกว่าเมืองไทยหลายตังส์ เพราะเพื่อนรู้สึกว่าแม่ค้าพ่อค้าเหล่านั้นไม่ต้องจ่ายอะไรมากมาย ส่วนใหญ่จะใช้วิธีข้ามฝั่งมาซื้อตามดิสเคาท์สโตร์ ต้นทุนจึงน่าจะมีแค่ค่าเดินทาง ไม่น่าจะเพิ่มราคาสินค้าเหล่านั้นในระดับที่เขารับไม่ได้

จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างจากกรณีราคาสินค้าต่างๆตามหมู่บ้านในเมืองไทย ที่ต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าคนในเมืองซึ่งมีห้างสินค้าราคาถูกขนาดใหญ่ เช่น น้ำมันในเมืองหลวงมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆทั้งจากนโยบายการลดภาษีของรัฐและภาวะตลาดโลก แต่ตามหมู่บ้านต่างๆยังใช้น้ำมันในราคาแพงเฉียด 40 บาทเท่าเดิม ส่วนหนึ่งเพราะต้นทุนค่าขนส่งไปยังต่างจังหวัดยังแพงอยู่  และจะยิ่งแพงเพิ่มขึ้นอีกเมื่อน้ำมันเหล่านี้เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วยต้องเสียค่าขนส่งเเพิ่มขึ้น แม้น้ำมันในตลาดโลกหรือในเมืองกรุงจะเิริ่มถูกลง แต่ชาวบ้านก็ยังต้องใช้น้ำมันในราคาที่แพงเช่นเดิม

ไม่ใช่แค่น้ำมันที่ชาวบ้านต้องแบกภาระเรื่องราคาที่สูงกว่าคนเมืองกรุง แต่ยังรวมถึงสินค้าชนิดอื่นๆด้วยไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล น้ำมัน สินค้าอุปโภคทั้งหลาย ซึ่งจะว่าไปแล้วชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่าคนเมืองกรุงหลายเท่า แต่กลับต้องซื้อสินค้าชนิดเดียวกันในราคาที่แพงกว่าคนกรุง

นอกจากปัจจัยในเรื่องต้นทุนค่าขนส่งที่ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยหนึ่งก็คือ ฐานลูกค้าในเมืองกรุงที่มากกว่า ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่าตามหมู่บ้าน ซึ่งมีการบริโภคที่น้อยกว่าื แน่นอนว่ายิ่งอัตราการบริโภคสูงความเสี่ยงในการขาดทุนก็มีน้อย ต่างจากในหมู่บ้านซึ่งมีอัตราการบริโภคน้อย อัตราความเสี่ยงในการขาดทุนก็มีสูง จึงต้องตั้งราคาเพิ่มขึ้น

แต่จะว่าไปแล้ว เกิดมาเป็นคนจนก็ซวยหลายซ้อน นอกจากจะต้องซื้อของแพงกว่าคนรวยแล้ว โอกาสที่จะเข้าถึงเงินก็ยังน้อยกว่าคนรวย อย่างเช่น การได้ดอกเบี้ย ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปอย่างดีก็คงมีโอกาสแค่ฝากออมทรัพย์ หรือมีตังส์หน่อยก็อาจจะฝากประจำนิดหน่อย

ลองคิดอัตราเิงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ย ณ ปัจจุบัน ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดามีเงินไม่เกินหลักหมื่น ได้ดอกเบี้ยร้อยละ 75 สตางค์ แต่หากเป็นนายทุนหรือมีเงินขึ้นมาหน่อย สัก 50 ล้านขึ้น ได้ดอกเบี้ย ร้อยละ 1.75 บาท ได้มากกว่า 1 บาทเห็นๆ ยิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ โกอาสที่จะได้ค่าตอบแทนจากดอกเบี้ยก็ยิ่งมีสูงตามไปด้วย 

เป็นคนจนไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะ ต้องจ่ายต้นทุนชีวิตสูงกว่าคนรวยเสียอีก 

2008/Sep/22

ในวันที่การเมืองไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็นสองขั้ว ตั้งเวทีโจมตีกันและกัน โต้เถียงถึงนายกฯคนใหม่ ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ในอีกซีกหนึ่งของประเทศ ชาวบ้านก็กำลังวุ่นวายเช่นเดียวกัน แต่เขากำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องทำมาหากิน

ฝนตกชุกเห็ดกำลังออกมาก พอน้ำหลากไหลบ่าท่วมนา ปลาก็มากเช่นกัน เช้ามืดไำปเก็บเห็ด สายๆกลับบ้านกินข้าว บ่ายๆรีบออกไปยกยอตามห้วยบึง เอามาทำปลาร้าปลาจ่อมเก็บไว้กินหน้าแล้ง การเมืองอะไร ใครด่าใคร ใครจะเอาเก้าอี้เท่าไหร่ ไม่เคยอยู่ในสารระบบชาวบ้าน

และก็เช่นกันคนที่อยู่ทั้งเวทีพันธมิตร นปก.หรือในทำเนียบ มีใครพูดถึงปัญหาชาวบ้านจริงๆมั้ยนอกจากเวลาอยากได้คะแนนยามเลือกตั้งหรือเอาไว้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองดูเหมือนเป็นคนของประชาชน 

การเมืองทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่มากกว่าความต้องการอำนาจเพื่อตนและพวกพ้อง เป็นการเมืองที่ชาวบ้านกินไม่อิ่ม เขานำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้

แล้วจะเรียกร้องให้ชาวบ้านมาสนใจการเมืองได้อย่างไร?

พอใครได้อยู่ในอำนาจจริงๆ สิ่งที่ชาวบ้านได้รับคือนโยบายที่พรากพวกเขาออกจากฐานถิ่นที่ทำกิน ภายใต้ข้ออ้างเพื่อการพัฒนา ชีวิตที่เคยจับปูจับปลา หาเห็ด ต้องระเหเร่ร่อนเข้ามารับจ้างขายแรงงานกลายเป็นพลเมืองชั้นสองในเมือง  ไร้ซึ่งศักิ์ศรี คาวมภาคภูมิใจในตัวเอง แล้วจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเพื่อประชาชนหรือ?

ชาวบ้านอาจจะอยากมีทีวี ตู้เย็น มีรถยนต์ไว้ขับสบายๆ แต่เขาก็ไม่อยากพลัดที่นาคาที่อยู่เพื่อสนองการพัฒนาเช่นกัน  

การชุมนุมอย่างยืดเยื้อ การต่อรองเก้าอี้ ช่างห่างไกลจินตนาการของชาวบ้านเหลือเกิน

2008/Sep/18

หนึ่งปีเต็มๆที่ไม่ได้กลับบ้าน พอถึงวันจะกลับจริงก็โอ้เอ้อยู่นาน ไม่รู้ทำไมบ้านจึงเป็นที่สุดท้ายที่เรามักคิดถึง (หากไม่อยู่ในภาวะจนตรอกจริงๆ) อาจจะกลับเพราะถึงวาระที่ต้องกลับ เป็นช่วงที่ปลอดจากหนี้สิน พอมีเงินติดไม้ติดมือ พอจะเดินทางได้ เป็นช่วงที่ไม่ร้อนอบอ้าวหรือหนาวจนเกินไป ฝนตกตลอดวันไม่ต้องออกไปไหนมาก เหมาะสำหรับการนอนอุดอู้อยู่ในบ้าน นั่นคือเหตุผลสารพัดกระตุ้นให้ตัวเองกลับบ้าน ไม่รู้ทำไมกับการแค่ต้องกลับบ้านถึงต้องอ้างเหตุผลขนาดนี้

ซึ่งก็สมใจอยากช่วงที่กลับบ้านไม่ใช่แค่ฝนตกธรรมดา แต่โดนพายุเต็มๆ ได้นอนอุดอู้อยู่แต่ในบ้านสมใจ 

แต่ทุกครั้งที่กลับบ้านเหมือนรับพลังใหม่ๆกลับมาด้วยเสมอ เป็นพลังที่เราไม่ได้เจอในที่ทำงานหรือในสังคมเมืองที่ทุกคนมีหน้าที่ยุ่งเหยิง จนไม่มีเวลาอ้อยอิ่ง ไม่มีเวลาชวนหัว อย่างชาวบ้าน  เหมือนเติมน้ำดีให้กับชีวิต

ชีวิตที่ไม่รีบเร่ง ชีวิตที่แต่ละคนกำหนดเวลาของตัวเองได้ แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาเป็นสุขแค่ไหน หากเทียบกับชีวิตในสังคมเมือง ค่าที่เขามักจะประเมินความสุขจากจำนวนเงินที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายได้รับกับตนที่ไม่มีเงินเดือนอะไรสักแดง อย่างดีก็หาอยู่หากินไปวันๆ

แต่การหาอยู่หากินของเขาเหล่านั้น หากมีนักเศรษฐศาสตร์ที่ฉลาดพอไปประเมินมูลค่าของมันได้ คงเป็นจำนวนที่สูงลิ่ว แถมดัชนีความสุขคงพุ่งกว่าชาวเมืองเป็นไหนๆ   หากแต่เราต่างคุ้นชินการวัดความมั่งคั่งออกมาเป็นจำนวนเงินมากกว่าความสุขจากสิ่งที่ตนมี

แค่กลับบ้านอาทิตย์เดียวดัชนีพลังในตัวก็พุ่งปริ๊ดแล้ว ก็ไม่รู้จะหาข้ออ้างให้ยุ่งยากทำไมเพื่อกลับบ้านอีก